top of page

Off-Page SEO คืออะไร สำคัญแค่ไหน?

  • Writer: วีรยุทธ ชาญสุไชย
    วีรยุทธ ชาญสุไชย
  • Jan 25
  • 2 min read

Updated: 2 days ago

ภาพการเชื่อมต่อโยงใยกันของการทำ Off-page SEO หรือ Link Building

นิยามของ Off-Page SEO คือการทำ SEO บนเว็บไซต์อื่น โดยใช้พื้นที่เว็บไซต์อื่นเพื่อกล่าวถึงและวางลิงก์เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา โดยเว็บไซต์ดังกล่าวควรมีเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับของเว็บไซต์เรา ซึ่งจะเกิดเป็น Backlink คุณภาพ ช่วยสร้างคะแนน Authority ซึ่งมีผลให้ Google จัดอันดับเว็บไซต์ของเราดีขึ้น

Off-Page SEO คือหนึ่งใน 3 แกนหลักของ SEO ต่อจาก Technical SEO และ On-page Page SEO เราอาจเรียก Off Page SEO ว่าการทำ Link Building หรือการทำ Backlink ก็ได้



ทำไม Off-Page SEO ถึงมีความสำคัญ?


Off-Page SEO เป็นสิ่งสำคัญเพราะปัจจุบันอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันง่ายขึ้น เกิดการพูดคุยและกล่าวถึงแบรนด์ ธุรกิจ หรือเว็บไซต์อื่นๆ จนเกิดการวาง Link เพื่อแนะนำคนอื่นๆ ที่อาจสนใจเหมือนๆ กันให้ไปติดตาม ใช้บริการหรือซื้อสินค้า อัลกอริทึมของ Google (อาจรวมไปถึง Search Engine อื่นๆ และ AI Bot) จึงมองว่าเว็บไซต์ที่มีคนในแวดวงเดียวกันพูดถึงและแนะนำผ่านการแปะ Link อาจเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือในแวดวงนั้น หากเปรียบเทียบเป็นร้านค้าการตกแต่งภายในไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่จะประสบความสำเร็จ แต่ขึ้นอยู่กับย่าน ทำเลที่ตั้งของร้านด้วย ว่าส่งเสริมกันกับตัวร้านหรือไม่



Off-Page SEO ต่างจาก On-Page SEO อย่างไร


การทำ On-Page SEO เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ 100% และการเริ่มต้นทำ SEO มักจะเริ่มที่ On-Page SEO ส่วน Off-Page SEO เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แม้เราจะสามารถว่าจ้างหรือแลกเปลี่ยนบทความกับเว็บไซต์อื่น เพื่อ Link กลับมาเว็บตัวเองได้ แต่เราก็ไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ได้อยู่ดี



Off-Page SEO มีผลดีอย่างไรต่อเว็บไซต์?


การทำการตลาดบนเว็บไซต์แบบ Organic เมื่อถึงจุดหนึ่ง ย่อมต้องการให้คน (เว็บไซต์ สื่อโซเชียล) อื่น ๆ พูดถึง คล้ายกับการการันตีว่าการทำธุรกิจที่ผ่านมามีความน่าเชื่อถือ ทั้งในแง่ความโปร่งใส สินค้า หรือบริการ


การทำ Off-Page แบบต่าง ๆ ส่งผลดีต่อเว็บไซต์ดังต่อไปนี้


การรับ Backlink จากเว็บไซต์อื่น


Backlink ก็คือลิงก์ที่พา User ไปชมอีกเว็บไซต์หนึ่งเมื่อคลิกลิงก์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Google Ranking Factor ที่สำคัญ



อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการได้รับ Backlink จะส่งผลดีต่อเว็บไซต์เราเสมอไป บางเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บเราก็อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์


วิธีทำ Off-Page SEO


1. สร้าง Backlink คุณภาพ (Link Building)

หากคิดตามสามัญสำนึก เวลาเราพึงพอใจอะไรซักอย่าง เราก็ต้องกล่าวชมสิ่งนั้น การชื่นชมบนเว็บไซต์หรือโลกออนไลน์ทำได้ผ่านการแชร์ (Share) ซึ่งจะมีการแปะ Link ให้คนอื่นๆ เห็น ว่ากำลังชื่นชมใครหรือแบรนด์ไหน การสร้าง Backlink มีดังนี้

  • Guest Posting: เราสามารถเขียนบทความดีๆ ลงบนเว็บอื่น แล้ววางลิงก์กลับมายังเว็บไซต์เรา

  • Broken Link Building: เราสามารถหาลิงก์บนเว็บอื่นที่ลิงก์อาจเสียหรือหมดอายุ แล้วเสนอให้เจ้าของเว็บลงเนื้อหาและลิงก์ถึงเว็บเราแทน

  • Natural Link: การเขียนบทความหรือเนื้อหาที่ดีจนใครๆ ก็ต้องเอาไปอ้างอิง เช่น งานวิจัย, การออกแบบอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่าย หรือค่าสถิติต่างๆ


2. เกณฑ์การวัด "คุณภาพ" ของ Backlink

Backlink แต่ละลิงก์มีค่าไม่เท่ากัน คุณภาพ Backlink สามารถพิจารณาได้ดังนี้

  • Relevance: เนื้อหาของเว็บที่ Backlink มาหาเว็บเรา ควรมีเนื้อหาเกี่ยวข้อง เช่น เราพูดถึงอาหารสัตว์ ส่วนเว็บที่ Backlink มาหาเรา เขียนเกี่ยวกับ โภชนาการสุนัข แมว เป็นต้น

  • Authority: เว็บนั้นต้องมีคะแนนความน่าเชื่อถือสูง (วัดจากค่า DA/DR*)

  • Placement: ตำแหน่งการวางลิงก์บนเนื้อหา (Contextual Link) หากลิงก์อยู่บนตำแหน่งย่อหน้าแรก ๆ ก็จะมีค่ามากกว่าลิงก์ที่อยู่บริเวณ Footer ของเว็บ


*Domain Authority/Domain Rating เป็นค่าวัดคุณภาพของลิงก์ที่คิดคั้นโดย Moz และ Ahrefs อาจมีการคำนวณต่างกันแต่หลักๆ วัดปริมาณและคุณภาพของ Link ที่เว็บไซต์ได้รับ (ไม่ใช่ค่า Official ของ Google)

3.มีการสร้างเนื้อหาตามหลัก E-E-A-T

E-E-A-T เป็นหัวใจหลักที่ Google ใช้ประเมินเว็บไซต์ในปัจจุบัน


  • Experience (ประสบการณ์)

  • Expertise (ความเชี่ยวชาญ),

  • Authoritativeness (การมีอำนาจในเนื้อหานั้น),

  • Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ)


Off-Page SEO คือตัวช่วยหลักในการเพิ่มค่า Authoritativeness และ Trust


4. การกล่าวถึงจากโซเชียลมีเดีย (Social Signals)

แม้ Google ไม่ได้ออกมายืนยันว่ายอด Like/Share มีผลต่อการจัดอันดับโดยตรง แต่ถ้าเนื้อหาถูกแชร์เยอะๆ ก็จะมีผลดีดังนี้

  • การเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ (Organic Social)

  • เพิ่มโอกาสที่ Blogger หรือเว็บข่าวเอาเนื้อหาไปทำต่อแล้ววาง Backlink มาให้


5. Local SEO (สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน)

การทำ Off-Page ยังรวมไปถึงการดูแลข้อมูลเหล่านี้

  • Google Business Profile (GBP): การยืนยันตัวตนและการจัดการรีวิว

  • NAP Citations: การทำให้ ชื่อ (Name), ที่อยู่ (Address) และ เบอร์โทร (Phone) ตรงกันในทุกช่องทางออนไลน์ (เว็บไซต์, ที่อยู่, โซเชียลมีเดีย)


6. ข้อควรระวังในการทำ Off-Page SEO

การทำ Off-Page SEO คือการสร้างโครงข่ายและการเชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ เนื้อเชื่อมโยงกัน การกระทำเหล่านี้จึงเสี่ยงต่อการโดน Google แบน

  • Spam Links: การไปแปะลิงก์ตามคอมเมนต์แบบมั่วๆ

  • Link Farm: การซื้อลิงก์จากเว็บที่สร้างมาเพื่อขายลิงก์โดยเฉพาะ ซึ่งอาจทำให้โดน Google ลงโทษ (Penalty**) ได้


**การลงโทษของ Google ถือว่าส่งผลเสียหายสูง เพราะการลงโทษของ Google จะเริ่มตั้งแต่ คีย์เวิร์ดบนเว็บไซต์ไม่ติดอันดับอีก ลดอันดับทั้งเว็บไซต์ หรือหนักสุดคือ ถอดเว็บไซต์ออกจากฐานข้อมูล (De-Indexing) ซึ่งก็คือการไม่ขึ้นแสดงเว็บไซต์ในผลการค้นหาอีกเลย จนกว่าจะมีการแก้ไข


การทำ Off-Page SEO ไม่ใช่แค่การปั๊มจำนยวน Backlink แต่มันคือการพิสูจน์ให้ Google เห็นว่าเว็บไซต์ของเรา 'มีคุณภาพจริง' แม้ว่าค่า DA หรือ DR จะเป็นตัวเลขที่ดูเข้าใจง่าย แต่ก็ต้องไม่ลืมเน้นเรื่องคุณภาพและความเกี่ยวข้องของเนื้อหาเป็นหลักด้วย

เพราะในยุคที่การใช้งาน LLM และ Neutal Network (AI ที่แพร่หลาย) ทำให้ Google ยิ่งทำงานได้ฉลาดมากขึ้น การใช้ทางลัดสแปมลิงก์หรือวิธีอื่นๆ ที่ไม่เป็นธรรมชาติ เว็บไซต์จากที่ควรจะดีๆ ก็อาจจะอันดับร่วงหรือค้นหาไม่เจอเลยก็ได้

วิธีที่ดีที่สุดคือทำ Content ให้ดีจนอยากแชร์ รวมถึงคอยเช็กคุณภาพด้านอื่น ๆ ของเว็บตัวเองบ่อยๆ เป็นกำลังใจให้คนทำ SEO ทุกคนนะครับ


ขอขอบคุณ Ahrefs และ Moz

Comments


bottom of page
# This file controls how LLMs and other generative AI models
# are permitted to use the content on seo2blue.com.

# --- General Directives ---

# Disallow all known general-purpose LLM trainers from using content for training.
# This is often done to protect proprietary content or prevent misuse.
# User-Agent: *
# Disallow: /

# --- Specific LLM/AI Bot Directives ---

# 1. Example: Allow a specific AI agent (like a citation bot) to crawl, 
# but disallow it from using the content for training.
# User-Agent: CitationBot-AI
# Allow: /
# Disallow-Model-Training: /

# 2. Example: Explicitly allow a known, benevolent AI tool 
# (e.g., a tool for accessibility or summarization) to access and use all content.
# User-Agent: GoodAI-Summarizer
# Allow: /
# Allow-Model-Training: /

# 3. Example: Disallow all LLM training *only* on the 'Contact' page, 
# to prevent private details (if they were present) from being scraped.
# User-Agent: *
# Disallow-Model-Training: /contact

# --- General Model Training Directive ---

# A broad directive to apply to all crawlers that support the 'Model-Training' standard.
# This line says: Do NOT use any content on the site for model training.
User-Agent: *
Disallow-Model-Training: /

# This directive could be used if you ONLY want to block specific directories.
# User-Agent: *
# Disallow-Model-Training: /private-research/
# Disallow-Model-Training: /beta-content/